ประวัติของ ศักดิชัย บำรุงพงศ์

Sakdichai-Bamrungpong

ศักดิชัย บำรุงพงศ์ เกิดวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2461 — 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ท่านเป็นผู้มากความสามารถ ทั้งทางด้าน การทูต , นักเขียน และนักหนังสือพิมพ์ นามปากกาดังที่สุดของท่านคือ ‘เสนีย์ เสาวพงศ์’ คือ ท่านได้รับการเชิดชูเกียรติให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2533

เดิมทีท่านมีชื่อว่า ‘บุญส่ง’ ท่านเกิด ณ หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง ในจังหวัดสมุทรปราการ ท่านเป็นบุตรชายคนสุดท้องของนายพงษ์กับนางแพ ทั้ง 2 มีอาชีพทำนาและพ่วงด้วยตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน ในตอนแรกท่านศึกษาที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ก็ต้องลาออกเมื่อบิดาเสียชีวิต พร้อมทำงานหนังสือพิมพ์ไปด้วย และเรียนกฎหมายนอกเวลาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปด้วย จนจบการศึกษาเมื่อปี พ.ศ. 2484 พร้อมเปลี่ยนเป็น ‘ศักดิชัย’ ในยุคของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งบังคับให้ตั้งชื่อบุคคลแบ่งแยกเพศอย่างชัดเจน

ศักดิชัย เริ่มรับราชการในกระทรวงเศรษฐการ จนกระทั่งสอบได้ทุนไปเรียนต่อ ณ ประเทศเยอรมนี หากแต่น่าเสียดายมาก เพราะไม่ได้เข้าเยอรมนี เนื่องจากเกิดสงครามในยุโรปตะวันออกพอดี ท่านจึงเดินทางกลับมายังประเทศไทย ทำงานเป็นนักหนังสือพิมพ์ ท่านเริ่มเขียนเรื่องสั้นโดยด้วยการใช้ชื่อ ‘สุจริต พรหมจรรยา’ จนกระทั่งเริ่มมีชื่อเสียงจากเรื่องสั้น ชื่อ ‘อาเคเชียปลายฤดูร้อน’ และใช้นามปากกา ‘เสนีย์ เสาวพงศ์’ เป็นครั้งแรก ต่อมาเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้น ศักดิชัยกลับเข้ารับราชการกระทรวงการต่างประเทศอีกครั้ง ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2485 พร้อมกับเขียนบทความใน ‘นิกรวันอาทิตย์’ ด้วย

ท่านมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักมากที่สุดในงานเขียนนิยายเรื่อง ‘ปีศาจ’ โดยเฉพาะคำพูดที่ตัวเองได้พูดถึงเรื่อง ‘ปีศาจแห่งกาลเวลา’ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่ต้องเกิดขึ้น กับการพยามยึดการเปลี่ยนแปลงของสังคมจนนำไปสู่สิ่งที่ตัวเอกของเรื่องเรียกว่า ‘ความละเมอหวาดกลัว’ ศักดิชัย จากโลกนี้ไปใน วันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ณ โรงพยาบาลกรุงเทพฯ ท่านเข้ารับการรักษาอาการป่วยมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว หลังการจากไปของ ‘เสนีย์ เสาวพงศ์’ มีเสียงกระแสจากผู้อ่านจำนวนมากมายมหาศาล ให้พิมพ์ ‘ปีศาจ’ ออกมาอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะเล่มซึ่งจัดทำเป็นหนังสืองานศพ ในตลาดมืดมีราคาสูงถึงหลายพันบาท เลยทีเดียว !! นวนิยายเพื่อชีวิตเรื่อง ‘ปีศาจ’ จัดว่าเป็นก้าวใหม่ของนวนิยายไทย ซึ่งแหวกขนบเดิม เป็นนวนิยายสะท้อนสังคม โดยต้องการนำเสนอแนวคิดว่า ‘ผู้พยายามก้าวข้ามกำแพงแบบเก่าจะถูกตราหน้าว่าเป็นปีศาจ’ โดยความเป็น ‘ปีศาจ’ จึงไม่ได้ยึดติดอยู่แค่ความเป็นบุคคลเท่านั้น หากแต่ ‘ปีศาจ’ คือ ความคิดของคนหัวสมัยใหม่ที่มีความคิดขัดกับความคิดเก่าๆ อย่างสิ้นเชิง ‘ปีศาจ’ ผู้ถูกตราหน้าเหล่านี้ แฝงอยู่ในระบบความคิดรวมทั้งจิตสำนึกของคนรุ่นใหม่ ซึ่งต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงในสังคมไปในทางที่ดีขึ้น ส่วนประเด็นสังคมเรื่องชนชั้นก็จะต้องถูกกำจัดลงไป

Posted by / December 1, 2019
Posted in
News